คนกล้าคืนถิ่น | ณรงค์ ก๋าละปุ๊ก
732
post-template-default,single,single-post,postid-732,single-format-standard,ajax_fade,page_not_loaded,,qode-title-hidden,qode_grid_1300,qode-theme-ver-10.1.1,wpb-js-composer js-comp-ver-5.0.1,vc_responsive

ณรงค์ ก๋าละปุ๊ก

เริ่มต้นจากงู ๆ ปลา ๆ แต่ผลที่ตามมาคือความสุขที่ยั่งยืน ด้วย วิถีคนกล้า

หนุ่มน้อยลูกชาวนา นามว่า อ้ายต๋อย ของสาว ๆ ละแวกบ้าน แต่เดิมคือ ด.ช.ณรงค์ ก๋าละปุ๊ก นามสกุลบ่งบอกได้ถึงสถานที่ถือกำเนิด และต้นตระกูล เป็นอ้ายบ่าวของสาว ๆ แห่งบ้านดอยดอนตัน อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย

แต่เล็กจนโต อ้ายต๋อยมีหน้าที่ส่งข้าว ส่งน้ำ ซื้อน้ำแข็ง และอื่น ๆ ที่พ่ออ้ายต๋อยต้องการ อ้ายต๋อยอยากจะช่วยพ่อทำนา แต่พ่อก็ไม่ให้ทำ ให้ตั้งใจเรียนอย่างเดียว และยังพร่ำสอนเสมอว่า เห็นพ่อมั๊ย พ่อทำนา พ่อลำบาก พ่อเหนื่อย ตั้งใจเรียนให้สูง ๆ นะลูก จะได้มีงานทำดี ๆ นับเป็นคำสอนที่มีอิทธิพลต่อจิตใจของอ้ายต๋อยมากทีเดียว

ตามประสาลูกชาวนา อ้ายต๋อยเรียนจบ ก็เข้าทำงานเป็นพนักงานอยู่ในโรงงาน ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงเข้าสู่วัฒนธรรมการทำงานของระบบงานโรงงานเอกชน ซึ่งจะต้องเข้างานเป็นเวลา ไม่มีเวลาส่วนตัว ชีวิตต้องอยู่ในกฎระเบียบตลอดเวลา เช้ามาก็ลูกยังไม่ตื่น กลับเข้าบ้านลูกก็หลับแล้ว ไม่มีเวลาให้กับลูกเลย ลูกเป็นผู้หญิงด้วย พอเริ่มโตขึ้นคนเป็นพ่อแม่ก็เริ่มเป็นห่วงมากขึ้น และอ้ายต๋อยก็เบื่อหน่ายกับการทำงานประจำด้วย ทำมาหลายปีก็ไม่เห็นมีอะไรที่มันจะดีขึ้นมา จึงเริ่มศึกษาหาความรู้ในสายงานอาชีพอื่น ศึกษาจากอินเตอร์เน็ตบ้าง ไปตามศูนย์เรียนรู้ต่าง ๆ บ้าง แล้วก็มาลองทำแบบ ผิด ๆ ถูก ๆ อยู่หลายปี

อินเตอร์เน็ตนั้นมีประโยชน์และก็มีโทษแฝงอยู่ในตัวของมันเอง อ้ายต๋อย เลือกใช้อินเตอร์เน็ตในทางที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง หาข้อมูล หาเส้นทางเพื่อที่จะไปสู่วิถีชีวิตที่ตนเองตั้งความหวังไว้ อยู่มาวันหนึ่ง มีเพื่อนในเฟซบุ๊ค ส่งภาพพร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการคนกล้าคืนถิ่น อ้ายต๋อยดีใจมาก รีบสมัครทันทีในแบบชนิดที่เรียกว่า วัดดวงกันไปเลย เพราะระยะเวลาการรับสมัครเหลือแค่สองวันเท่านั้น จึงส่งเอกสารทางไปรษณีย์ไปที่กรุงเทพมหานคร ตอนแรกอ้ายต๋อยคิดว่าไม่ได้แล้ว แต่ฟ้าก็เป็นใจให้กับวิถีคนกล้าของอ้ายต๋อย เจ้าหน้าที่โครงการติดต่อกลับมาให้อ้ายต๋อย ไปเข้าร่วมโครงการคนกล้าคืนถิ่น รุ่น 1 รอบ 2 ณ ค่ายเม็งราย จังหวัดเชียงราย
หลังจากเข้าไปบ่มเพาะองค์ความรู้และได้เรียนรู้มิตรภาพจากบ้านคนกล้าคืนถิ่นแล้ว อ้ายต๋อยเริ่มต้นจากการไปอบรมในศูนย์การรู้หนึ่งไร่ หนึ่งแสนเชียงราย กับ อาจารย์อดิศร และอาจารย์เสถียร ซึ่งตอนนั้นคนที่รู้จักกับอ้ายต๋อยชวนไปอบรม เรียกว่าไปแบบงงๆ แต่หลังจากได้พบกับอาจารย์ทั้งสองท่านที่มาให้ความรู้ในวันนั้น รู้สึกว่าตัวเองได้เจอแสงสว่างเล็กๆ ที่พอจะนำทางชีวิตของเขาได้ หลังจากผ่านการฝึกอบรมวันนั้น อ้ายต๋อยก็ได้สมัครเข้าร่วมวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์สรรพสิ่ง เชียงราย และเริ่มต้นการทำนาแบบประณีตตามแบบฉบับชาวหนึ่งไร่หนึ่งแสน คือ “ปลูกข้าวต้นเดียว ทำปุ๋ย ทำฮอร์โมนเอง ไม่ใช้สารเคมีโดยเด็ดขาดในแปลงนาที่เริ่มทำ

“ตอนผมเริ่มลงมือทำมีแต่คนมาดู มากันเพียบเลยนะ ทยอยกันมา แล้วก็ยิ้มๆ หรือไม่ก็หัวเราะเบาๆ คือทุกคนก็คงคิดว่า ต๋อยคงจะเพี้ยนไปแล้ว อยู่ก็ทำอะไรแปลกๆ ที่นาดีๆ ก็มาขุดตรงนั้นขุดตรงนี้ แถมยังมาปลูกข้าวต้นเดียว อายุกล้าไม่ถึง 10 วัน เคยมีคนมาถามว่ามันจะโตไหมต้นข้าวน่ะ คือ พอปลูกแล้วมันแทบจะมองไม่เห็นต้นข้าวเลย มองเห็นแต่งู แล้วก็ปลา ฮ่า ๆๆๆๆ (หัวเราะ) และอีกอย่างคือเงินทุนที่จะมาเริ่มทำผมไปกู้เงินมา 30,000 บาท จากสหกรณ์การเกษตรใกล้บ้าน มาขุดรอบแปลงนาหมดไป 15,000 บาท แล้วที่เหลือก็ไปซื้อพวกอุปกรณ์เพราะเรามาเริ่มใหม่ใช้เงินเยอะมากพอสมควร” เป็นความรู้สึกที่อ้ายต๋อยจดจำได้ แล้วมาเล่าให้ฟังอย่างมีความสุข

“พ่อทำนามาตลอดชีวิต มีแต่หนี้เห็นมั๊ย” คำสอนของพ่อ ยังคงก้องกังวานอยู่ในความคิด และความทรงจำของอ้ายต๋อยมาตลอดเวลา การเริ่มทำนาปีแรก ก็เหมือนอ้ายต๋อยเข้าเรียนปีหนึ่ง แน่นอน ย่อมต้องมีการรับน้องใหม่จากรุ่นพี่เสมอ “ปีแรกที่ผมเริ่มลงมือทำนา ก็เจอปัญหาระดับชาติเลยครับ คือ ต้นข้าวถูกพี่หอย และพี่ปู มาช่วยกันกัดกินเยอะมาก ผมต้องคอยมาเก็บไปทั้งหอยทั้งปูเพื่อทำน้ำหมัก เยอะขนาดที่ทำได้หลายถังเลย” อ้ายต๋อยเล่าไปพร้อมหัวเราะ
ความเป็นจริงแล้วมันเป็นความสมดุลของธรรมชาติ แรก ๆ มนุษย์เราก็ต้องมองว่าเป็นอุปสรรคปัญหา เพราะเรามีโมหะ มีความคาดหวังจากต้นข้าว จากดินที่มันมากเกินไป เราไม่คิดที่จะแบ่งให้ใคร เราคิดแต่จะเอาเปรียบเพื่อนร่วมโลกตัวเล็ก ๆ ของเราต่างหาก มันจึงกลายเป็นปัญหา ถ้าเราหันมามองอีกมุมที่เป็นความจริงของทุกสรรพสิ่งเราจะรู้ว่ามันคือ ความอุดมสมบูรณ์ มันคือรางวัลจากธรรมชาติที่มอบให้กับเรามากกว่า

การผ่านอุปสรรคของอ้ายต๋อย คงจะเป็นเรื่องของกำลังใจ เขากำลังใจที่ดีจากคนรอบข้าง และแรงผลักดันจากภายในว่าเขาจะต้องทำให้สำเร็จ เพราะสิ่งที่เขาทำมันคือ อนาคตทางการศึกษาของลูกสาวทั้งสองคน อ้ายต๋อยตั้งใจว่าจะทำให้เป็นรูปเป็นร่างภายใน 2-3 ปี ส่วนปีแรกนั้นทำเป็นกรณีศึกษา หาข้อผิดพลาดเพื่อจะมาพัฒนาปรับปรุง แก้ไขทำให้ยั่งยืนสืบต่อไป เรียกว่า งู ๆ ปลา ๆ นำพาชีวิตก็ว่าได้ และตอนนี้อ้ายต๋อยได้ยื่นขอ(ข้าว)ออแกนิคไทยแลนด์ เจ้าหน้าที่ตรวจเเปลงผ่านไประดับหนึ่งแล้ว ตอนนี้รอการเก็บเกี่ยวก็จะเข้ามาตรวจอีกรอบ คิดว่าน่าจะผ่านฉลุย

ทุกวันนี้อ้ายต๋อยทำการเกษตรช่วงเช้า เลี้ยงไก่ แล้วก็เอาไข่มาทำขนม ไปขายนักเรียนที่หน้าโรงเรียน เรียกว่านักเรียนได้กินขนมออแกนิคด้วย อ้ายต๋อยบอกว่าโครงการคนกล้าคืนถิ่นสามารถตอบโจทย์ชีวิตได้ทุกข้อ ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองมีความสุขในการใช้ชีวิตประจำวัน การได้อยู่กับครอบครัว ได้กินข้าวพร้อมหน้า ได้เล่น ได้พูดคุยกับลูก อยู่กับพ่อ แม่ มีอิสระของชีวิต พึ่งพาตัวเองได้ สุขภาพจิต สุขภาพกาย แข็งแรง กำลังใจนี่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

อ้ายต๋อยฝากบอกกับเพื่อน ๆ ที่ต้องการอิสรภาพ มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่คุณอยากทำ อยากออกมาจากกรอบที่คุณถูกขีดเส้นบังคับไว้ ให้คุณออกจากกรอบมาเข้าร่วมในโครงการคนกล้าคืนถิ่น คุณจะได้พบเพื่อน พบคนร่วมอุดมการณ์เดียวกับคุณ พูดคุยกันในภาษาเดียวกัน มาสร้างความยั่งยืนตามรอยพ่อ อ้ายต๋อยได้รับข้อมูลโครงการคนกล้าคืนถิ่นจากอินเตอร์เน็ต คุณก็เช่นกันใช้อินเตอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์สิครับ เข้ามาที่ เฟซบุ๊ค แฟนเพจ คนกล้าคืนถิ่น โอกาสดี ๆ รอคุณอยู่ครับ

No Comments

Post A Comment